ศิลาจารึกปราสาทสมโบร์
| ศิลาจารึกปราสาทสมโบร์ | |
|---|---|
| សិលាចារឹកប្រាសាទសំបូរ | |
| ประเภท | จารึกบนกรอบประตู (K.148 K.149 K.436 K.437 K.438) และแท่นรูปเคารพ (K.1442) |
| ตัวหนังสือ | อักษรเขมรโบราณ |
| สร้าง | รัชสมัยพระเจ้าอีศานวรมันที่ 1 (K.149 K.437 K.438 คริสต์ศตวรรษที่ 7) และรัชสมัยพระเจ้าราเชนทรวรมันที่ 2 (K.436 คริสต์ศตวรรษที่ 10) |
| ช่วงเวลา/วัฒนธรรม | สมัยเจนละ และสมัยพระนคร |
| ค้นพบ | กลุ่มเหนือ (ปราสาทสมโบร์) ปราสาทสมโบร์ไพรกุก จังหวัดกำปงธม ประเทศกัมพูชา |
| ที่อยู่ปัจจุบัน | อยู่ที่เดิมตามบัญชี CIK ยกเว้นกรอบประตูด้านเหนือของ K.438 ซึ่งไม่ทราบที่อยู่ |
| เลขประจำตัว | K.148, K.149, K.436, K.437, K.438, K.1442 |
| ภาษา | ภาษาสันสกฤต (K.148 K.436 K.437 K.438) ภาษาเขมรโบราณ (K.149 K.437 K.438) |
ศิลาจารึกปราสาทสมโบร์ (เขมร: សិលាចារឹកប្រាសាទសំបូរ) เป็นชื่อเรียกรวมของจารึกที่พบในกลุ่มเหนือ (N) ของปราสาทสมโบร์ไพรกุก จังหวัดกำปงธม ประเทศกัมพูชา ซึ่งมีปราสาทสมโบร์เป็นปราสาทประธาน ยอร์ช เซเดส์ตีพิมพ์จารึกของกลุ่มนี้ไว้ 5 หมายเลข คือ K.148, K.149, K.436, K.437 และ K.438 ในบัญชี CIK[1.1][2.1] และบัญชี CIK ยังมีจารึกสั้นที่พบภายหลังอีก 1 หมายเลข คือ K.1442[3] จารึกเหล่านี้มาจากสองสมัย จารึก K.149 K.437 และ K.438 ออกพระนามพระเจ้าอีศานวรมันที่ 1 ในคริสต์ศตวรรษที่ 7 ส่วน K.148 และ K.436 เป็นจารึกคริสต์ศตวรรษที่ 10[4.1] เซเดส์เห็นว่าเทพประธานของกลุ่มเหนือคือคัมภีเรศวร (ศฺรีคมฺภีเรศฺวร) ซึ่งมีการฟื้นฟูการบูชาในรัชสมัยพระเจ้าราเชนทรวรมันที่ 2 ตามจารึก K.436[1.2] จารึกที่เด่นได้แก่ K.438 ซึ่งกล่าวถึงพราหมณ์ชื่อทุรคสวามินที่จารึกระบุว่าเป็นชาวศกะ ผู้ได้รับพระราชธิดาของพระเจ้าอีศานวรมันที่ 1 เป็นภรรยา[1.3]
ที่ตั้งและการค้นพบ
จารึกของกลุ่มเหนืออยู่ในตำแหน่งต่าง ๆ ดังนี้ K.437 อยู่บนกรอบประตูของปราสาท N14 ซึ่งอยู่ภายในกำแพงชั้นที่สอง K.436 อยู่บนกรอบประตูด้านใต้ของประตูตะวันออกของกำแพงชั้นนี้ และทางเหนือของกำแพงมีจารึกบนกรอบประตูของปราสาท N16 (K.438) N18 (K.149) และ N15 (K.148)[1.1] เซเดส์เรียกกำแพงที่มีจารึก K.436 ว่ากำแพงชั้นนอก แต่ภายหลังมีการค้นพบกำแพงอีกชั้นหนึ่งที่ล้อมรอบกำแพงนี้ อิจิตะ ชิโมดะ (下田一太) จึงเรียกกำแพงนี้ว่ากำแพงชั้นกลาง และเรียกประตูตะวันออกที่มีจารึก K.436 ว่า N25 ส่วนปราสาท N15 ถึง N18 อยู่ระหว่างกำแพงชั้นกลางกับกำแพงชั้นนอกที่พบใหม่[2.2] ส่วน K.1442 อยู่บนแท่นรูปเคารพในปราสาท N14-2[3]
K.148 เป็นจารึกหลักเดียวในกลุ่มนี้ที่เอเตียน ลูว์เน เดอ ลาฌงกีแยร์เห็น[1.4] มีรายงาน K.149 เป็นครั้งแรกใน ค.ศ. 1907[1.5] และอ็องรี ปาร์ม็องตีเยรายงานและทำสำเนาจารึกบนกรอบประตูทั้งสองข้างของปราสาท N16 (K.438) แต่หลังจากเขาไปสำรวจใน ค.ศ. 1912 กรอบประตูด้านเหนือก็หายไปหรือหาไม่พบ[1.6] บัญชี CIK ระบุว่าจารึกทุกหลักในกลุ่มนี้ยังอยู่ที่เดิม ยกเว้นกรอบประตูด้านเหนือของ K.438 ที่ไม่ทราบที่อยู่[3] แต่ชิโมดะระบุว่ากรอบประตูที่มีจารึก K.438 หายไปแล้ว[2.1]
การตีพิมพ์และการศึกษา
หลุยส์ ฟีโนเป็นคนแรกที่ศึกษาจารึกของสมโบร์ไพรกุกจากสำเนาจารึกที่ปาร์ม็องตีเยทำไว้ และรายงานไว้ใน ค.ศ. 1912[1.7] ฟีโนเป็นคนแรกที่เสนอว่าสมโบร์ไพรกุกคืออีศานปุระ ราชธานีของพระเจ้าอีศานวรมันที่ 1 ซึ่งเซเดส์เห็นว่าจารึก K.436 และ K.438 ยืนยันข้อเสนอนี้[1.7] เซเดส์ตีพิมพ์คำอ่านและคำแปลภาษาฝรั่งเศสของจารึกกลุ่มนี้ใน Inscriptions du Cambodge เล่มที่ 4 (ค.ศ. 1952) จากสำเนาจารึกที่ดีกว่าเดิมซึ่งวิคตอร์ โกลูเบฟและกรมศิลปะกัมพูชาทำไว้ และแก้การอ่านหลายจุดของฟีโน[1.8] ฐานข้อมูล DHARMA มีคำอ่านของจารึกในกลุ่มนี้ที่โฉม คนธา (ឆោម គន្ធា) ชำระใหม่จากสำเนาจารึก[5][6][7] ส่วน K.1442 รอการตีพิมพ์โดยกลูเอ (Clouet) และคณะ[8]
เซเดส์ระบุตามที่ฟีโนเขียนไว้ว่ากลุ่มเหนือมีจารึกจากสองสมัย คือคริสต์ศตวรรษที่ 7 และคริสต์ศตวรรษที่ 10 ปราสาท N18 สร้างในรัชสมัยพระเจ้าอีศานวรมันที่ 1 แน่นอน แต่ยังมีงานบูรณะ (K.436) และอาจมีการสร้างใหม่ (K.148) ในคริสต์ศตวรรษที่ 10 เทพประธานน่าจะเป็นคัมภีเรศวร ซึ่งมีการฟื้นฟูการบูชาในรัชสมัยพระเจ้าราเชนทรวรมันที่ 2[1.9] เซเดส์ยังเห็นว่าปราสาท N16 เป็นอาคารสมัยพระนคร และกรอบประตูที่มีจารึกของปราสาท N14 และ N16 เป็นชิ้นส่วนเก่าที่นำมาใช้ใหม่[1.2]
จารึกแต่ละหลัก
K.436: การฟื้นฟูการบูชาคัมภีเรศวร
K.436 เป็นจารึกภาษาสันสกฤต 34 บรรทัด บนกรอบประตูด้านใต้ของประตูตะวันออก ฟีโนเคยรายงานไว้ แต่เซเดส์เห็นว่าฟีโนคงได้เห็นเพียงสำเนาจารึกที่ไม่ดี จึงแทบไม่ได้ข้อมูลจากจารึกนี้ เซเดส์ระบุด้วยว่าจารึกนี้ไม่ได้ถูกสกัดทำลาย แต่ชำรุดไปตามกาลเวลา[1.10] หกบรรทัดแรก (3 โศลก) ใช้อักษรขนาดใหญ่กว่าส่วนที่เหลือ และน่าจะสลักหลังจารึกส่วนหลัก เนื้อความเท่าที่อ่านได้กล่าวถึงการถวายนาซ้ำอีกครั้ง และจบด้วยคำสาปแช่ง[1.11]
จารึกส่วนหลัก 28 บรรทัด (23 โศลกกับฉันท์ศารทูลวิกรีฑิต 2 บท) เริ่มด้วยการบูชาพระศิวะ นีลกัณฐ์ พระวิษณุ และพระพรหม ตามด้วยบทสรรเสริญพระเจ้าราเชนทรวรมันที่ 2 ในบทที่ 5–13[1.10] จากนั้นกล่าวถึงข้าราชการชื่อวิกรมสิงห์ หลานของวีเรนทรวรมัน และบุตรของนฤเปนทรวิชัย ข้าราชการของพระเจ้ายโศวรมันที่ 1[1.12] วิกรมสิงห์ได้รับคำสั่งจากกษัตริย์ให้ไปทำศึกกับจามปา เมื่อกลับมาก็ถวายทรัพย์สินทั้งหมดแด่กษัตริย์ และสร้างอาศรมที่ลิงคปุระ นาคสถานปุรี และศัมภุปุระ[1.12] บทที่ 20–23 กล่าวว่าเขาฟื้นฟูการบูชาศรีคัมภีเรศวรซึ่งเสื่อมไป และสร้างบางสิ่งที่อีศานปุรี พร้อมถวายกระบือและข้าทาส แต่จารึกชำรุดจนไม่ทราบว่าสร้างอะไร เซเดส์เห็นว่าคัมภีเรศวรน่าจะเป็นเทพประธานของกลุ่มเหนือ และชื่ออีศานปุรีในจารึกนี้ยืนยันว่าสมโบร์ไพรกุกคืออีศานปุระ[1.12] สองบทสุดท้ายเป็นคำสาปแช่ง[1.10]
ชิโมดะพบว่าประตูตะวันออกที่มีจารึกนี้ถูกสร้างใหม่ 2 ครั้ง และประตูที่เหลืออยู่ในปัจจุบันเป็นสมัยที่ 3 ซึ่งใช้ชิ้นส่วนเก่าบางชิ้น เขาจึงเห็นว่าแม้กรอบประตูที่มีจารึกอาจเป็นชิ้นส่วนเก่า แต่จารึกก็บ่งว่าการสร้างประตูนี้ไม่เก่ากว่าคริสต์ศตวรรษที่ 10[2.3]
K.148: จารึกของมังคลาจารย์
K.148 เป็นจารึกภาษาสันสกฤต 14 บรรทัด 14 โศลก บนกรอบประตูด้านใต้ของปราสาท N15 เหลือเพียงวรรคแรกของแต่ละโศลกที่ค่อนข้างสมบูรณ์ ส่วนที่เหลือชำรุดมาก ฟีโนซึ่งน่าจะมีเพียงสำเนาจารึกที่บกพร่องได้สรุปเนื้อหาไว้อย่างคลาดเคลื่อน[1.4] เซเดส์เห็นว่าจารึกนี้น่าจะอยู่ในคริสต์ศตวรรษที่ 10[1.4] ตามคำแปลของเซเดส์ จารึกเริ่มด้วยการบูชาพระศิวะ ศัมภุ วาสุเทพ และพระพรหม แล้วกล่าวถึงบุคคลชื่อมังคลาจารย์ ผู้สร้างมังคลาศรมในรุทราศรม และหลานของเขาซึ่งเป็นกุลบดี หรือหัวหน้าอาศรม[1.13] ฟีโนเคยอ่านว่าคัมภีเรศวรเป็นชื่อของหลานคนนี้ แต่เซเดส์ชี้ว่าเป็นชื่อของเทพประธานของกลุ่มเหนือ[1.4] จารึกยังกล่าวถึงการสร้างรูปพระวิษณุ (ปุณฑรีกากษะ) และลึงค์ และกล่าวถึงบุคคลชื่อศรีโยคีศวรวรมันผู้ได้รับการเข้าพิธีทีกษา[1.13] เซเดส์ระบุว่าจากสภาพปัจจุบันของจารึก ไม่อาจบอกได้ว่าปราสาท N15 ประดิษฐานเทพองค์ใด เว้นแต่จะเป็นลึงค์ที่บทที่ 10 กล่าวถึง[1.4] ส่วนชิโมดะและคณะเห็นว่าตัวปราสาท N15 สร้างในสมัยก่อนพระนคร ทั้งจากรูปแบบสถาปัตยกรรม ทับหลัง และการวิเคราะห์อิฐ แม้จารึกจะเป็นของคริสต์ศตวรรษที่ 10[4.2]
K.149: จารึกปราสาทเจร็ย
K.149 เป็นจารึกภาษาเขมรโบราณ 30 บรรทัด บนกรอบประตูด้านใต้ของปราสาทเจร็ย (N18) เป็นรายชื่อข้าทาสที่อาจารย์ผู้มีตำแหน่งมรตาญถวายแด่เทพชื่อรัตเนศวร ตำแหน่งนี้ได้มาจากพระเจ้าภววรมันที่ 1 พระเจ้ามเหนทรวรมัน และพระเจ้าอีศานวรมันที่ 1 เซเดส์เห็นว่าจารึกอยู่ในรัชสมัยพระเจ้าอีศานวรมันที่ 1 ซึ่งเป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายที่จารึกกล่าวถึง และเทพในปราสาท N18 ซึ่งน่าจะเป็นลึงค์ มีชื่อว่ารัตเนศวร[1.5] การวิเคราะห์อิฐของชิโมดะและคณะจัดปราสาท N18 ไว้ในขั้นการก่อสร้างแรกสุดของเขตศาสนสถาน[4.3]
K.437: จารึกของพระนางสาการมัญชรี
K.437 อยู่บนกรอบประตูทั้งสองข้างของปราสาท N14 ซึ่งเซเดส์ระบุว่าพังทลายแล้ว ใช้อักษรแบบคริสต์ศตวรรษที่ 7 ปาร์ม็องตีเยเห็นว่ากรอบประตูเหล่านี้เป็นชิ้นส่วนเก่าที่นำมาใช้ใหม่[1.14] แต่ชิโมดะซึ่งขุดลอกปราสาทหลังนี้ (N14-1) ไม่พบร่องรอยว่ากรอบประตูถูกนำมาใช้ใหม่ และพบทับหลังศิลปะแบบสมโบร์ไพรกุกหน้าปราสาท จึงเห็นว่าปราสาทนี้สร้างในคริสต์ศตวรรษที่ 7 พร้อมกับผังแรกของกลุ่ม[2.4]
จารึกบนกรอบประตูด้านใต้เป็นภาษาสันสกฤต 7 บรรทัด ตอนต้นและด้านขวาชำรุด[1.14] ฟีโนสรุปไว้ว่าจารึกบอกเพียงว่ามเหสีที่รักของพระเจ้าอีศานวรมันที่ 1 ชื่อสาการมัญชรี (สาการมญฺชรี) และพระนางได้ประดิษฐานเทพองค์หนึ่งซึ่งชื่อหายไปแล้ว แต่เซเดส์เห็นว่ารูปที่ประดิษฐานน่าจะเป็นเทวี เพราะจารึกใช้คำสรรพนามเพศหญิง[1.14] ตามคำแปลของเซเดส์ พระนางประดิษฐานรูปนี้ด้วยความภักดีต่อพระสวามี และด้วยปรารถนาจะได้อยู่ร่วมกับพระองค์ในโลกหน้า บทสุดท้ายสาปแช่งผู้ที่คิดจะเอาข้าทาสและทรัพย์สินที่พระนางถวายไว้[1.15] จารึกบนกรอบประตูด้านเหนือ 29 บรรทัดชำรุดทั้งหมด อักษรที่เหลืออยู่บางตัวพอบอกได้ว่าเป็นภาษาเขมร และเป็นรายชื่อข้าทาสและทรัพย์สินที่ส่วนภาษาสันสกฤตกล่าวถึง[1.14] บัญชี CIK ระบุว่าจารึกด้านนี้ถูกสกัด[3]
K.438: จารึกของทุรคสวามิน
K.438 อยู่บนกรอบประตูของปราสาท N16 ซึ่งเซเดส์ระบุว่าเป็นอาคารสมัยพระนครที่นำกรอบประตูเก่ามาใช้ใหม่[1.15] ชิโมดะระบุว่าปัจจุบันปราสาท N16 พังทลายจนแทบไม่เหลือร่องรอย และกรอบประตูที่มีจารึกก็หายไปแล้ว เขายังระบุว่าปาร์ม็องตีเยบันทึกปราสาท N16 และ N16 bis ไว้ทางเหนือและทางใต้ของปราสาท N15 แต่ไม่ได้บันทึกว่าจารึกอยู่ที่หลังใด และไม่สามารถตรวจสอบข้อสรุปของปาร์ม็องตีเยที่ว่ากรอบประตูเป็นของเก่าที่นำมาใช้ใหม่ได้อีก[2.5]
จารึกบนกรอบประตูด้านใต้ซึ่งขอบขวาหายไปมี 21 บรรทัด เป็นภาษาสันสกฤต 10 บรรทัด (5 โศลก) และภาษาเขมร 11 บรรทัด ส่วนภาษาสันสกฤตกล่าวถึงพราหมณ์ชื่อทุรคสวามิน (ทุรฺคฺคสฺวามิ) ซึ่งเป็นชาวศกะหรือชาวไซเทีย เกิดในทักษิณาบถ ได้รับพระราชธิดาของพระเจ้าอีศานวรมันที่ 1 เป็นภรรยา และได้ประดิษฐานลึงค์ในปีมหาศักราช 500 กว่า ซึ่งจารึกเหลือเพียงตัวเลขหลักร้อย[1.3] ตามคำแปลของเซเดส์ ทุรคสวามินเชี่ยวชาญมนตร์ พราหมณะ และสูตรของสำนักไตตติรียะ และประดิษฐานลึงค์ตามพิธีหลังจากได้รับทรัพย์สมบัติมากมายเมื่อแต่งงาน[1.16] ส่วนภาษาเขมรกล่าวถึงสิ่งที่ "มรตาญ" ทุรคสวามินถวายแด่เทพที่ชื่อหายไป ซึ่งน่าจะเป็นลึงค์ที่เขาประดิษฐาน และแด่ประหสิเตศวร เทพประธานของกลุ่มใต้ ได้แก่ วัว กระบือ นา และสวนในเขตที่จารึกเรียกว่า "ศาล ตฺนห์" ในหลายแว่นแคว้น รวมทั้งที่อีศานปุระ และผู้ดูแล "ศาล ตฺนห์" ของอีศานปุระมีหน้าที่ดูแลทรัพย์สินเหล่านี้[1.17]
เซเดส์ระบุว่าการแต่งงานของพราหมณ์กับพระราชธิดาของกษัตริย์มีตัวอย่างอีกหลายครั้งในประวัติศาสตร์กัมพูชา แต่การที่ทุรคสวามินเป็นชาวศกะเกี่ยวข้องกับปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างโลกของชาวไซเทียกับฟูนานและกัมพูชาโบราณ เซเดส์เห็นว่าทุรคสวามินหรือคนในกลุ่มเดียวกันน่าจะได้รับการยกย่องเป็นเทพในชื่อศกพราหมณ์ ซึ่งยังมีการบูชาในสมัยปราสาทบายน[1.3] บัญชี CIK ระบุว่าจารึกบนกรอบประตูด้านเหนือมี 27 บรรทัด เป็นภาษาเขมร และไม่มีรายการการตีพิมพ์[3]
K.1442: จารึกบนแท่นรูปเคารพ
K.1442 เป็นจารึกบรรทัดเดียวบนแท่นรูปเคารพในปราสาท N14-2 ระบุทิศด้วยอักษร "ปู"[3] ซึ่งเป็นคำย่อของ "ปูรฺวฺว" (ตะวันออก)[8] จารึกนี้อยู่ในศตวรรษที่ 6 ของมหาศักราช[3]
จารึกอื่นที่เกี่ยวข้อง
เซเดส์บรรยายจารึก K.439 บนกรอบประตูของปราสาท N20 ไว้ร่วมกับจารึกของกลุ่มเหนือ[1.1] แต่ปราสาท N20 ตั้งอยู่โดดเดี่ยวทางเหนือของปราสาทสมโบร์[4.4] จารึกบนกรอบประตูด้านใต้เป็นภาษาสันสกฤต 10 บรรทัด ออกพระนามกษัตริย์ภววรมันซึ่งน่าจะเป็นพระเจ้าภววรมันที่ 2 และกล่าวถึงพี่น้องสองคนที่รับราชการกับพระองค์ คนหนึ่งชื่อสมุทรคุปต์ ชื่อคัมภีเรศวรปรากฏในบทที่ 2 จารึกบนกรอบประตูด้านเหนือ 9 บรรทัดอยู่ในรัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 1 และบันทึกว่าสตรีผู้หนึ่งประดิษฐานลึงค์ทองคำชื่อประภาโสเมศวรในปราสาทนี้[1.18]
ดูเพิ่ม
อ้างอิง
- Cœdès, George (1952). Inscriptions du Cambodge (ภาษาฝรั่งเศส). เล่มที่ 4. Paris: École française d'Extrême-Orient. สืบค้นเมื่อ 2026-10-27.
- 下田一太 (2010). クメール古代都市イーシャナプラの研究 (博士論文) (ภาษาญี่ปุ่น). 早稲田大学. สืบค้นเมื่อ 2026-10-27.
- 1 2 3 4 5 6 7 "Inventaire du Corpus des inscriptions khmères". Corpus des inscriptions khmères (CIK) (ภาษาฝรั่งเศส). École française d'Extrême-Orient. 2023-05-18. สืบค้นเมื่อ 2026-10-27.
- Shimoda, Ichita; Uchida, Etsuo; Tsuda, Kojiro (2019). "Estimated Construction Order of the Major Shrines of Sambor Prei Kuk Based on an Analysis of Bricks". Heritage (ภาษาอังกฤษ). 2 (3): 1941–1959. doi:10.3390/heritage2030118. สืบค้นเมื่อ 2026-10-27.
- ↑ Chhom, Kunthea. "K. 148. Stela from Sambor Prei Kuk (edifice N15), 10th century". DHARMA (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2026-10-27.
- ↑ Chhom, Kunthea. "K. 437. Doorjamb of the tower N14 of Sambor Prei Kuk site, 7th century CE". DHARMA (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2026-10-27.
- ↑ Chhom, Kunthea. "K. 438. Doorjamb of the tower N16 of Sambor Prei Kuk site, 7th century CE". DHARMA (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2026-10-27.
- 1 2 Chollet, Chloé; Soutif, Dominique. "K. 1442. Inscription on a pedestal from Sambor Prei Kuk (N14-2), Kompong Thom province, 6th century śaka". DHARMA (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2026-10-27.