ข้ามไปเนื้อหา

จารึกหินขอน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

นี่เป็นรุ่นแก้ไขเก่าของหน้านี้ ที่แก้ไขโดย Phyblas (คุย | ส่วนร่วม) เมื่อ 20:02, 27 ตุลาคม 2569 (เขียนจาก Cœdès IC 6 ฐานข้อมูล ศมส. คำอ่านของ Kunthea Chhom ใน DHARMA Aymonier 1901 Lunet de Lajonquière 1907 และ Jenner 2009) ลิงก์ที่อยู่หน้า (URL) ปัจจุบันเป็นลิงก์ถาวรซึ่งอาจแตกต่างจากรุ่นแก้ไขปัจจุบันมาก

(ต่าง) ←รุ่นเก่ากว่านี้ | รุ่นแก้ไขล่าสุด (ต่าง) | รุ่นที่ใหม่กว่า → (ต่าง)
จารึกหินขอน
ประเภทเสาหิน 2 หลัก (K.388 จารึก 4 ด้าน K.389 จารึก 3 ด้าน)
ตัวหนังสืออักษรหลังปัลลวะ
สร้างพุทธศตวรรษที่ 13–14 (ศตวรรษที่ 6 ของมหาศักราช)
ช่วงเวลา/วัฒนธรรมสมัยก่อนพระนคร
ค้นพบบ้านหินขอน อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา
ที่อยู่ปัจจุบันไม่ทราบ (สำรวจไม่พบเมื่อ พ.ศ. 2563)
เลขประจำตัวK.388, นม. 28 (จารึกหินขอน 1)
K.389, นม. 31 (จารึกหินขอน 2)
ภาษาภาษาสันสกฤต และภาษาเขมรโบราณ

จารึกหินขอน เป็นจารึกภาษาสันสกฤตและภาษาเขมรโบราณบนเสาหิน 2 หลักจากบ้านหินขอน อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา[1][2] ขึ้นทะเบียนเป็นหมายเลข K.388 และ K.389 ในบัญชี CIK[3] และในทะเบียนของหอสมุดแห่งชาติว่า นม. 28 และ นม. 31 ซึ่งหนังสือจารึกในประเทศไทย เล่ม 1 เรียกว่า จารึกหินขอน 1 และ จารึกหินขอน 2[1][2] จารึกทั้งสองหลักไม่ลงศักราช บัญชีของ CIK กำหนดอายุไว้ในศตวรรษที่ 6 ของมหาศักราช[3] ส่วนศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรกำหนดไว้ในพุทธศตวรรษที่ 13–14[1] หลัก K.388 บันทึกว่าภิกษุผู้มีตำแหน่งศรีราชภิกษุ ซึ่งเซเดส์เห็นว่าเป็นเจ้านายที่ออกบวช ได้สร้างหลักเขตศิลา 4 หลักและถวายวิหาร 10 แห่งแก่คณะสงฆ์[4.1] ยอร์ช เซเดส์ชี้ว่าในจารึกนี้มีคำที่แสดงอิทธิพลของภาษามอญ คือคำว่า "กฺยากฺ" และคำนำหน้าชื่อ "มางฺ"[4.2]

ที่ตั้งและการค้นพบ

[แก้]

เอเตียน แอมอนีเยบรรยายไว้ใน พ.ศ. 2444 (ค.ศ. 1901) ว่าทางตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองปักธงชัย กลางทุ่งนาโล่ง มีหลักหินทรายแดงหยาบ ๆ ราว 12 หลักปักเป็นคู่บนเนินดินเตี้ย ๆ ล้อมเขตศักดิ์สิทธิ์ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 10 เมตร และบนเนินดินอีกแห่งหนึ่งที่อยู่ห่างไปทางเหนือ 40 เมตร มีเสาหินสี่เหลี่ยม 2 ต้นที่ชาวบ้านเรียกว่าหินขอน ซึ่งแอมอนีเยแปลว่า "หินหลักเขต" เสาทั้งสองมีจารึกเต็มทุกด้าน แต่ชำรุดมากเพราะหินทรายแดงเนื้ออ่อนเกินกว่าจะทนลมฟ้าอากาศได้ เสาทั้งสองปักอยู่ข้างกันและดูเหมือนจะยังอยู่ที่ตั้งเดิม[5.1]

เอเตียน ลูว์เน เดอ ลาฌงกีแยร์บันทึกใน พ.ศ. 2450 (ค.ศ. 1907) ว่าห่างจากวัดของหมู่บ้านแห่งหนึ่งไปทางเหนือ 800 เมตร และห่างจากที่ว่าการอำเภอปักธงชัยไปทางตะวันออกเฉียงใต้ 12 กิโลเมตร มีหินทราย 12 ก้อนแต่งเป็นแผ่นสูงปักเป็นคู่แบบใบเสมาของโบสถ์ ล้อมเนินดินสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่วางแนวตะวันออก-ตะวันตก ซึ่งน่าจะเป็นที่ตั้งของพุทธสถาน ใบเสมาแผ่นหนึ่งสลักนูนเป็นรูปอาคารที่มียอดเป็นโดมทรงกระเปาะ ส่วนเสาจารึก 2 หลักอยู่บนเนินอีกแห่งหนึ่งที่กว้างกว่า ซึ่งเคยมีหลักหินใหญ่ปักล้อมไว้ แต่ส่วนใหญ่หายไปแล้ว[6.1]

เซเดส์ระบุว่าหินขอนอยู่ห่างจากเมืองนครราชสีมาลงไปทางใต้ราว 40 กิโลเมตร เป็นที่ตั้งของพุทธสถานหนึ่งหรือสองแห่ง ซึ่งเขตศักดิ์สิทธิ์กำหนดด้วยเสาหินที่ปักเป็นคู่เป็นใบเสมา เสาหลักหนึ่งที่มีรูปสลักคล้ายเจดีย์หายไปแล้ว ส่วนเสาอีกสองหลักมีจารึก[4.2]

ฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทยระบุว่าไม่ทราบว่าบ้านหินขอนอยู่ที่ใดในปัจจุบัน และเมื่อสำรวจในวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2563 ไม่พบจารึกทั้งสองหลัก[1][2]

ลักษณะ

[แก้]

หลัก K.388 เป็นเสาสี่เหลี่ยม สูง 1 เมตรเหนือเดือย กว้าง 40 เซนติเมตร หนา 30 เซนติเมตร[4.1] ลาฌงกีแยร์บรรยายว่าส่วนที่มีจารึกมีลวดบัวยื่นออกมาที่ขอบบน และมีลายกลีบบัวเรียงเป็นแถวที่ขอบล่าง[6.2] เซเดส์แบ่งข้อความเป็น 4 ด้าน ด้านกว้างด้านแรก (A) มีภาษาสันสกฤต 12 บรรทัด เป็นคาถา 3 บท ด้านแคบด้านแรก (b) มีภาษาสันสกฤตต่ออีก 8 บรรทัด เป็นคาถา 2 บท แล้วตามด้วยภาษาเขมร 11 บรรทัด ด้านกว้างด้านที่สอง (C) เป็นภาษาเขมร 19 บรรทัด ส่วนด้านแคบด้านที่สอง (d) มี 18 บรรทัดด้วยลายมือต่างออกไป ขึ้นต้นด้วยภาษาสันสกฤต 7 บรรทัดที่น่าจะเป็นคาถาฉันท์สรัคธราซึ่งผิดฉันทลักษณ์มาก แล้วตามด้วยร้อยแก้วหรือคาถาที่ผิดฉันทลักษณ์อีก 11 บรรทัด เป็นภาษาสันสกฤตที่แทรกชื่อสถานที่ภาษาเขมรไว้มาก[4.1] ฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทยนับได้ 69 บรรทัด[1]

หลัก K.389 เล็กกว่า สูง 80 เซนติเมตรเหนือเดือย กว้าง 32 เซนติเมตร หนา 21 เซนติเมตร มีจารึก 3 ด้าน คือ ด้านกว้าง (A) เป็นภาษาสันสกฤต 13 บรรทัดซึ่งชำรุดจนแทบอ่านไม่ได้ ด้านแคบ (b) เป็นภาษาเขมร 18 บรรทัด และด้านแคบอีกด้าน (c) เป็นภาษาเขมรราว 12 บรรทัด ตามด้วยคำอธิษฐาน 3 บรรทัด[4.3]

เซเดส์ระบุว่าตัวอักษรของ K.389 เหมือนกับสามด้านแรกของ K.388 และตัวอักษรในจารึกทั้งสองหลักมีขนาดใหญ่และดูเก่า คล้ายกับตัวอักษรของจารึกบ่ออีกา และจารึกที่ปราสาทนาคบวช (ប្រាសាទនាគបួស) ซึ่งลงปี พ.ศ. 1217 และ 1243 (ค.ศ. 674 และ 700) ลักษณะสำคัญคือหางของสระอาที่ยาวลงไปใต้บรรทัดแล้ววกไปทางขวา ซึ่งพบในเสาจารึกภาษามอญจากจังหวัดลพบุรีด้วย[4.4] โฉม คนธา (ឆោម គន្ធា) เห็นว่ารูปอักษรเป็นแบบของคริสต์ศตวรรษที่ 7[7] ส่วนฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทยจัดเป็นอักษรหลังปัลลวะ[1]

อายุ

[แก้]

เซเดส์เห็นว่ารูปคำภาษาเขมรบางคำในจารึกทั้งสองหลักบ่งว่าเป็นจารึกสมัยก่อนพระนคร อย่างช้าไม่เกินคริสต์ศตวรรษที่ 8 แต่การที่ K.388 ใช้ทั้งรูป "กมฺรตางฺ" และ "กมฺรเตงฺ" ในตอนเดียวกันแสดงว่าเป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน เขาตั้งข้อสังเกตว่าถ้าจารึกนี้เก่ากว่าคริสต์ศตวรรษที่ 9 จริง พระนามอินทรวรมันและโสรยวรมันที่ปรากฏในตอนหนึ่งของด้าน b ซึ่งความหมายไม่ชัดเจน ก็ไม่ใช่กษัตริย์สมัยพระนครในคริสต์ศตวรรษที่ 9 และ 11 มิฉะนั้นต้องยอมรับว่าภาษาและตัวอักษรอนุรักษ์รูปเก่าไว้หรือจงใจเลียนแบบของเก่า ซึ่งแทบไม่มีตัวอย่าง[4.2]

บัญชีของ CIK กำหนดอายุจารึกทั้งสองหลักไว้ในศตวรรษที่ 6 ของมหาศักราช[3] ซึ่งฟิลิป เจนเนอร์ (Philip N. Jenner) ระบุช่วงเวลาไว้ว่า พ.ศ. 1121–1220 (ค.ศ. 578–677)[8.1]

การตีพิมพ์และการศึกษา

[แก้]

แอมอนีเยอ่านได้เพียงบางคำ เช่น คำว่า "กนฺไต" (ข้าทาสหญิง) ชื่อเทพศรีวฤทเธศวร และท้ายพระนามกษัตริย์ "...วรมัน" บน K.388 กับคำว่า พุทธะ และสรรพัชญะ บน K.389 เขากำหนดอายุจากตัวอักษรไว้ในคริสต์ศตวรรษที่ 7 และเห็นว่าจารึกเหล่านี้เป็นหลักฐานว่าศาสนาพุทธมีอยู่คู่กับศาสนาพราหมณ์ในกัมพูชามาตั้งแต่สมัยนั้น และวัดพุทธได้รับการถวายที่ดินและข้าทาสเช่นเดียวกับเทวสถานพราหมณ์[5.2] ลาฌงกีแยร์บรรยายรูปร่างและจำนวนบรรทัดของแต่ละด้าน และระบุว่าแอมอนีเยน่าจะมีเพียงภาพสำเนาจารึกที่ไม่ชัด[6.2]

เซเดส์ตีพิมพ์คำอ่านและคำแปลภาษาฝรั่งเศสของจารึกทั้งสองหลักใน Inscriptions du Cambodge เล่มที่ 6 (พ.ศ. 2497) ในชื่อ "Piliers de Hĭn K'ôn"[4.5] หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุลแปลเป็นภาษาไทยลงในหนังสือประชุมศิลาจารึก ภาคที่ 4 (พ.ศ. 2513) เป็นหลักที่ 121 และ 122 และหนังสือจารึกในประเทศไทย เล่ม 1 ของหอสมุดแห่งชาติ (พ.ศ. 2529) ตีพิมพ์ซ้ำในชื่อจารึกหินขอน 1 และจารึกหินขอน 2[1] ต่อมาโฉม คนธาอ่านใหม่จากภาพสำเนาจารึกหมายเลข 1320 ของสำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบูรพทิศ และเผยแพร่ในฐานข้อมูล DHARMA คู่กับคำแปลของเซเดส์[7][9]

เนื้อหา

[แก้]

K.388

[แก้]

คาถาภาษาสันสกฤตบนด้าน A และ b เป็นของภิกษุผู้มีตำแหน่งศรีราชภิกษุ[4.1] คาถาบทที่ 1 กล่าวว่าศรีราชภิกษุสร้างหลักเขต (สีมา) ศิลา 4 หลัก และถวายวิหาร 10 แห่งแก่คณะสงฆ์ พร้อมด้วยรูปพระสุคต นา ข้าทาส และอื่น ๆ กับจีวร 2 ผืนพร้อมกฐิน และเจดีย์ บทที่ 2 กล่าวว่าศรีราชภิกษุให้ทานทุกวันเปรียบดั่งต้นกัลปพฤกษ์ ทั้งเครื่องนุ่งห่ม จีวร อาหาร เครื่องดื่ม และหมาก และถวายสวนที่ปลูกไม้ดอกไม้ผลต่าง ๆ[4.6][10] เซเดส์เห็นว่าหลักเขตที่กล่าวถึงน่าจะรวมถึงเสาจารึกและเสาสลักที่หินขอนเองด้วย ส่วนบทที่ 3–5 เป็นคำสาปแช่ง[4.1] โดยบทที่ 4–5 บรรยายนรกรูปสามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม ไปจนถึงแปดเหลี่ยม ที่จะเป็นที่อยู่ของคนชั่ว[4.7]

ข้อความภาษาเขมรเรียกศรีราชภิกษุว่าอุปาธยายะ (อุปาธฺยาย) และเรียกที่ตั้งศาสนสถานของท่าน ซึ่งเซเดส์เห็นว่าน่าจะเป็นหินขอนเอง ว่าเสราพรา (เสฺรา พฺรา) หรือสโรพรา (โสฺร พฺรา) ซึ่งในจารึกอีกหลักหนึ่งเขียนว่าสโรพราอะ (โสฺร วฺราอห์)[4.1] ตามคำแปลของเซเดส์ บรรทัดที่ 9–16 ของด้าน b กล่าวว่าบุญกุศลของอุปาธยายะศรีราชภิกษุผู้สร้างศาสนสถานที่เสราพราอุทิศเป็นส่วนเท่ากันแด่พระกยากศรีวฤทเธศวร อินทรวรมะจักรวรรติ และวระกมรตางอัญศรีโสรยวรมะผู้ครองที่มฤ กับนามอื่นอีกสองนาม[4.7] ส่วนเจนเนอร์แปลตอนต้นของข้อความนี้ว่าอุปาธยายะศรีราชภิกษุผู้สร้างศาสนสถานที่เสราพรา ได้นำศาสนสถานนั้นมารวมกับศาสนสถานศักดิ์สิทธิ์ของศรีวฤทเธศวร[8.2]

ข้อความที่เหลือของด้าน b และด้าน C เป็นรายการของถวาย ได้แก่ เชิงเทียนเหล็ก ขวด สังข์ เครื่องใช้ทองแดง ภาชนะใส่กำยาน สวนหมาก 20 ต้น นา 2 สันเรย และโค 10 คู่ ตามด้วยรายชื่อข้าทาสของเทพพร้อมภรรยาและจำนวนบุตรในบรรทัดที่ 6–13 ของด้าน C และภาชนะจันโหยทองคำ จันโหยเงิน กับช้าง 1 เชือก[4.7] เซเดส์ตั้งข้อสังเกตว่าคำที่แปลว่าข้าทาสในบรรทัดที่ 6 เขียนว่า "กฺยุํ" แทน "กฺญุํ" ซึ่งน่าจะเป็นการเขียนตามสำเนียงท้องถิ่น[4.7]

ด้าน d ระบุว่าศรีนฤเปนทราธิปติวรมัน โอรสของศรีนฤเปนทราธิปติวรมันอีกองค์หนึ่ง คือศรีราชภิกษุ และกล่าวถึงที่ดินพร้อมข้าทาสและทรัพย์สมบัติจากพระราชา ข้อความที่เหลือเป็นการกำหนดเขตที่ดินที่อาจชื่อสตุกสวาย (สฺตุกฺ สฺวายฺ) ด้วยภาษาสันสกฤตที่เซเดส์เห็นว่าแปลไม่ได้[4.8] เซเดส์เห็นว่าศรีราชภิกษุเป็นเจ้านายที่ออกบวช และทั้งพ่อและลูกน่าจะเป็นเจ้านายในราชวงศ์ท้องถิ่น[4.1] บทความเรื่องปรัชญาปารมิตาในพุทธศาสนาของกัมพูชาโบราณ (ค.ศ. 2016) ยกจารึกนี้เป็นตัวอย่างหนึ่งของหลักฐานพุทธศาสนาในกัมพูชาช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 7 ที่บุคคลซึ่งน่าจะมีเชื้อสายเจ้านายและมีตำแหน่งราชภิกษุสร้างวิหาร 10 แห่งที่มีรูปพระสุคตทุกแห่ง[11]

K.389

[แก้]

ด้าน A ชำรุดจนแทบอ่านไม่ได้ เซเดส์อ่านได้เพียงคำที่หมายถึงคนดูแลอาราม เครื่องดนตรี และคำร้องในบทสวด ด้าน b เป็นรายชื่อข้าทาสกับภรรยา สวน 2 แห่งที่สโรพราอะ โค 10 คู่ ต้นหมาก และเครื่องใช้ในพิธี เช่น ขวด ภาชนะใส่กำยาน ฆ้องสำริดและสังข์อย่างละ 3 ซึ่งทั้งหมดถวายไว้รับใช้วระกมรเตงอัญ[4.9] ด้าน c บันทึกการถวายของอุปาธยายะแห่งราชวิหารแก่ศาสนสถานที่สโรพราอะ ซึ่งเซเดส์เห็นว่าน่าจะเป็นบุคคลเดียวกับศรีราชภิกษุใน K.388 และ 3 บรรทัดสุดท้ายเป็นคำอธิษฐานขอให้สรรพสัตว์ได้เป็นพระพุทธเจ้า[4.10]

คำที่แสดงอิทธิพลของภาษามอญ

[แก้]

นอกจากรูปอักษรที่คล้ายกับเสาจารึกภาษามอญจากลพบุรีแล้ว เซเดส์ยังชี้ว่าจารึกหินขอนมีร่องรอยอื่นของอิทธิพลจากภาษามอญที่เป็นภาษาพื้นเดิม เช่น คำว่า "กฺยากฺ" ที่แปลว่าเทพในบรรทัดที่ 11 ของด้าน b และคำเรียกนำหน้าชื่อ "มางฺ" ในบรรทัดที่ 13 ของด้าน C ใน K.388[4.2]

คำว่ากยาก

[แก้]

คำนี้อยู่ในวลี "พระกยากศรีวฤทเธศวร" ในบรรทัดที่ 11 ของด้าน b คำอ่านต่อไปนี้ปริวรรตจากคำอ่านอักษรโรมันของโฉม คนธาในฐานข้อมูล DHARMA[7]

(b11) นิ ตลฺ พฺร กฺยากฺ ศฺรีวฺฤเทฺธศฺวร อินฺทฺรวรฺมฺม จ

เจนเนอร์อธิบายว่าคำนี้เทียบได้กับคำในภาษามอญโบราณที่หมายถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เช่น พระพุทธรูป ศาลเจ้า หรือเจดีย์ และในจารึกนี้หมายถึงศาสนสถาน คำนี้พบเพียงแห่งเดียวในจารึกเขมรสมัยก่อนพระนคร[8.3]

คำว่ามาง

[แก้]

คำนี้อยู่ในรายชื่อข้าทาสในด้าน C เซเดส์อ่านบรรทัดที่ 13 ว่า "มางฺ ตฺม" ตามด้วยส่วนที่อ่านไม่ได้[4.6] ส่วนคำอ่านของโฉม คนธาในบรรทัดที่ 12–13 มีดังนี้[7]

(C12) กเนฺยงฺ · โวธิศีล · ภทฺร ปห์ โวธิคุปฺต · โว
(C13) ธิปาล · มางฺ ตฺม โวธิสโมฺภค · พลย

เจนเนอร์จัดคำ "มางฺ" ในบรรทัดนี้ไว้ในหัวคำเดียวกับคำ "มางฺ" ในจารึกสมัยก่อนพระนครอีก 4 หลัก ซึ่งเขาอธิบายว่ามาจากคำในภาษามอญโบราณที่ใช้นำหน้าชื่อบุคคลที่มีฐานะ ทั้งชายและหญิง และในจารึกเขมรใช้กับชื่อข้าทาสที่น่าจะเป็นชาวมอญ[8.1] จารึกอีก 4 หลักนั้น ได้แก่ K.46 (ศิลาจารึกพนมฌโงก) K.76 (ศิลาจารึกพนมหูพเนา) K.115 (ศิลาจารึกวัดสูภาส) และ K.137 (ศิลาจารึกละแวก)[8.1] ชื่อข้าทาสคนอื่นในรายชื่อเดียวกันหลายชื่อขึ้นต้นด้วยคำว่า "โวธิ" เช่น โวธิปาล โวธิศีล และโวธิสัมโภค ซึ่งเจนเนอร์อธิบายว่ามาจากคำสันสกฤต โพธิ (การตรัสรู้)[8.4]

ดูเพิ่ม

[แก้]

อ้างอิง

[แก้]
  1. 1 2 3 4 5 6 7 "จารึกหินขอน 1". ฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน). สืบค้นเมื่อ 2026-10-24.
  2. 1 2 3 "จารึกหินขอน 2". ฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน). สืบค้นเมื่อ 2026-10-24.
  3. 1 2 3 "Inventaire du Corpus des inscriptions khmères". Corpus des inscriptions khmères (CIK) (ภาษาฝรั่งเศส). École française d'Extrême-Orient. 2023-05-18. สืบค้นเมื่อ 2026-10-24.
  4. Cœdès, George (1954). Inscriptions du Cambodge (ภาษาฝรั่งเศส). เล่มที่ 6. Paris: École française d'Extrême-Orient. สืบค้นเมื่อ 2026-10-24.
    1. 1 2 3 4 5 6 7 หน้า 74
    2. 1 2 3 4 หน้า 73
    3. ↑ หน้า 78
    4. ↑ หน้า 73, 78
    5. ↑ หน้า 73–79
    6. 1 2 หน้า 76
    7. 1 2 3 4 หน้า 77
    8. ↑ หน้า 74, 77
    9. ↑ หน้า 79
    10. ↑ หน้า 78–79
  5. Aymonier, Étienne (1901). Le Cambodge (ภาษาฝรั่งเศส). เล่มที่ 2. Paris: Ernest Leroux. สืบค้นเมื่อ 2026-10-24.
    1. ↑ หน้า 115
    2. ↑ หน้า 115–116
  6. Lunet de Lajonquière, Étienne (1907). Inventaire descriptif des monuments du Cambodge (ภาษาฝรั่งเศส). เล่มที่ 2. Paris: Imprimerie nationale. สืบค้นเมื่อ 2026-10-24.
    1. ↑ หน้า 242–243
    2. 1 2 หน้า 243
  7. 1 2 3 4 Chhom, Kunthea. "K. 388. Stela from Ban Hin Khon, 6th century Śaka". DHARMA (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2026-10-24.
  8. Jenner, Philip N. (2009). A Dictionary of Pre-Angkorian Khmer. Pacific Linguistics (ภาษาอังกฤษ). เล่มที่ 597. Canberra: Pacific Linguistics, The Australian National University. สืบค้นเมื่อ 2026-10-24.
    1. 1 2 3 หน้า 368
    2. ↑ หน้า 501
    3. ↑ หน้า 74
    4. ↑ หน้า 469
  9. ↑ Chhom, Kunthea. "K. 389. Stela from Ban Hin Khon, 6th century Śaka". DHARMA (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2026-10-24.
  10. ↑ "จารึกหินขอน 1 ด้านที่ 1". ฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน). สืบค้นเมื่อ 2026-10-24.
  11. ↑ Multzer o'Naghten, Hedwige (2016). "Prajñāpāramitā dans le bouddhisme du Cambodge ancien". Arts Asiatiques (ภาษาฝรั่งเศส). 71: 33. doi:10.3406/arasi.2016.1925. สืบค้นเมื่อ 2026-10-24.