ศิลาจารึกปราสาทดามจัน
| ศิลาจารึกปราสาทดามจัน | |
|---|---|
| សិលាចារឹកប្រាសាទដើមចាន់ | |
| ประเภท | จารึกบนกรอบประตู |
| ตัวหนังสือ | อักษรเขมรโบราณ |
| สร้าง | รัชสมัยพระเจ้าอีศานวรมันที่ 1 (K.438 คริสต์ศตวรรษที่ 7) และคริสต์ศตวรรษที่ 10 (K.148) |
| ช่วงเวลา/วัฒนธรรม | สมัยเจนละ และสมัยพระนคร |
| ค้นพบ | ปราสาทดามจัน (ปรางค์ N15 และปราสาท N16-1 หรือ N16-2) ปราสาทสมโบร์ไพรกุก จังหวัดกำปงธม ประเทศกัมพูชา |
| ที่อยู่ปัจจุบัน | อยู่ในที่ตั้งเดิมตามบัญชี CIK ยกเว้นกรอบประตูด้านเหนือของ K.438 ซึ่งไม่ทราบที่อยู่ |
| เลขประจำตัว | K.148, K.438 |
| ภาษา | ภาษาสันสกฤต (K.148 K.438) ภาษาเขมรโบราณ (K.438) |
ศิลาจารึกปราสาทดามจัน (เขมร: សិលាចារឹកប្រាសាទដើមចាន់) เป็นชื่อเรียกรวมของจารึก 2 หลักบนกรอบประตูของปราสาทดามจัน ในกลุ่มเหนือของปราสาทสมโบร์ไพรกุก จังหวัดกำปงธม ประเทศกัมพูชา ขึ้นทะเบียนเป็นหมายเลข K.148 และ K.438 ในบัญชี CIK[1] K.148 เป็นจารึกภาษาสันสกฤต 14 บรรทัด บนกรอบประตูด้านใต้ของปรางค์ประธาน N15 ยอร์ช เซเดส์เห็นว่าน่าจะเป็นจารึกคริสต์ศตวรรษที่ 10 เนื้อความเท่าที่เหลือกล่าวถึงการสร้างอาศรมของบุคคลชื่อมังคลาจารย์ การสร้างรูปพระวิษณุและลึงค์ และชื่อคัมภีเรศวร (ศฺรีคมฺภีเรศฺวร) เทพประธานของกลุ่มเหนือ[2.1] ส่วน K.438 อยู่บนกรอบประตูของปราสาทหลังเล็กข้างปรางค์ N15 ซึ่งพังทลายแล้ว เป็นจารึกภาษาสันสกฤตและภาษาเขมรโบราณ กล่าวถึงพราหมณ์ชื่อทุรคสวามิน (ทุรฺคฺคสฺวามิ) ชาวศกะ ผู้ได้รับพระราชธิดาของพระเจ้าอีศานวรมันที่ 1 เป็นภรรยา[2.2]
การค้นพบและการตีพิมพ์
[แก้]เอเตียน ลูว์เน เดอ ลาฌงกีแยร์พบจารึก K.148 ระหว่างสำรวจใน ค.ศ. 1900 และรายงานไว้ใน ค.ศ. 1902 ว่าเป็นจารึกหลักเดียวที่เขาพบในกลุ่มปราสาทนี้[3.1][4.1] อิจิตะ ชิโมดะ (下田一太) ระบุว่าจารึกนี้เป็นจารึกหลักแรกที่มีผู้พบในสมโบร์ไพรกุก[4.2] ต่อมาอ็องรี ปาร์ม็องตีเยรายงานและทำสำเนาจารึก K.438 บนกรอบประตูทั้งสองข้างของปราสาทที่เขากำหนดเลขว่า N16[2.3] หลุยส์ ฟีโนสรุปเนื้อหาของจารึกทั้งสองหลักไว้ใน ค.ศ. 1912 เซเดส์เห็นว่าฟีโนน่าจะมีเพียงสำเนาจารึก K.148 ที่บกพร่อง จึงสรุปไว้คลาดเคลื่อน และบทสรุป K.438 ของฟีโนก็ยังไม่ได้ใช้ข้อมูลทั้งหมดที่ได้จากการเทียบสำเนาจารึกหลายชุด[2.4] เซเดส์ตีพิมพ์คำอ่านและคำแปลภาษาฝรั่งเศสของทั้งสองหลักใน Inscriptions du Cambodge เล่ม 4 (ค.ศ. 1952)[2.5] ต่อมาโฉม คนธา (ឆោម គន្ធា) ชำระคำอ่านใหม่จากสำเนาจารึกของ EFEO และเผยแพร่ในฐานข้อมูล DHARMA[5][6]
K.148: จารึกของมังคลาจารย์
[แก้]K.148 อยู่บนกรอบประตูด้านใต้ของปรางค์ N15 และบัญชี CIK ระบุว่ายังอยู่ในที่ตั้งเดิม[1] จารึกมี 14 โศลก บรรทัดละโศลก[2.1] แต่งด้วยฉันท์อนุษฏุภ์[5] เซเดส์ระบุว่าวรรคแรกของแต่ละโศลกเหลือเกือบครบ วรรคที่สองเหลือเป็นบางส่วน ส่วนสองวรรคหลังซึ่งอยู่ครึ่งขวาของจารึกหายไปทั้งหมด เหลือเพียงอักษรบางตัว[2.1]
ตามคำแปลของเซเดส์ จารึกเริ่มด้วยการนอบน้อมพระศิวะ ศัมภุ วาสุเทพ และพระพรหม แล้วกล่าวถึงบุคคลชื่อมังคลาจารย์ (มงฺคลาจารฺยฺย) ผู้สร้างมังคลาศรม (มงฺคลาศฺรม) ในรุทราศรม (รุทฺราศฺรม) และหลานของมังคลาจารย์ซึ่งเป็นกุลบดี (กุลปติ)[2.6] เซเดส์อธิบายว่ากุลบดีหมายถึงหัวหน้าอาศรม[2.1] บทต่อมากล่าวถึงศรีคัมภีเรศวร การสร้างรูปปุณฑรีกากษะ (ปุนฺทรีกา[กฺษ]) การสร้างลึงค์ และลึงค์ของพระอีศะทางทิศใต้ บทที่ 13–14 กล่าวถึงบุคคลชื่อศรีโยคีศวรวรมัน ผู้ได้รับการเข้าพิธีทีกษาตามพิธีกรรม[2.7]
ฟีโนเคยอ่านว่าคัมภีเรศวรเป็นชื่อของหลานของมังคลาจารย์ แต่เซเดส์ชี้ว่าเป็นชื่อของเทพประธานของกลุ่มเหนือ ซึ่งปรากฏในจารึกอีกสองหลักของกลุ่มเดียวกัน คือ K.439 ของปราสาท N20 และ K.436 ของประตูตะวันออก เซเดส์เห็นว่าในสภาพปัจจุบัน จารึกนี้ให้ข้อมูลได้น้อย และไม่อาจบอกได้ว่าปรางค์ N15 ประดิษฐานเทพองค์ใด เว้นแต่จะเป็นลึงค์ที่บทที่ 10 กล่าวถึง[2.1] ชิโมดะเห็นว่าการกล่าวถึงคัมภีเรศวรพร้อมการสร้างรูปพระวิษณุและลึงค์บ่งว่ามีการเปลี่ยนลัทธิหรือฟื้นฟูลัทธิ จึงน่าจะมีการดัดแปลงศาสนสถานในคริสต์ศตวรรษที่ 10[4.3] และถือว่าอายุของจารึกนี้กับจารึก K.436 ซึ่งอยู่ในรัชสมัยพระเจ้าราเชนทรวรมันที่ 2 เป็นช่วงที่สำคัญที่สุดของการดัดแปลงกลุ่มเหนือ[4.4] แต่ชิโมดะและคณะเห็นว่าตัวปรางค์ N15 สร้างในสมัยก่อนพระนคร แม้จารึกจะเป็นของคริสต์ศตวรรษที่ 10[7.1]
K.438: จารึกของทุรคสวามิน
[แก้]ปาร์ม็องตีเยและเซเดส์ระบุว่า K.438 อยู่ที่ปราสาท N16 ชิโมดะเทียบเลขของปาร์ม็องตีเยกับเลขของเขาว่า N16 คือ N16-1 (ทางเหนือ) และ N16 bis คือ N16-2 (ทางใต้)[4.5] แต่ระบุว่าไม่มีบันทึกว่าจารึกอยู่ที่หลังใดในสองหลังนี้[4.3] ปาร์ม็องตีเยบรรยายว่าปราสาท N16 นำกรอบประตูที่มีจารึกมาใช้ใหม่ โดยตัดให้แคบลงจนอักษรปลายบรรทัดด้านหนึ่งหายไปทั้งหมด[8.1] เซเดส์ระบุตามปาร์ม็องตีเยว่าปราสาท N16 เป็นอาคารสมัยพระนคร และหลังจากปาร์ม็องตีเยไปสำรวจใน ค.ศ. 1912 กรอบประตูด้านเหนือก็หายไปหรือหาไม่พบ จึงไม่มีการทำสำเนาจารึกด้านนั้นอีก[2.2] บัญชี CIK ระบุว่ากรอบประตูด้านใต้ยังอยู่ในที่ตั้งเดิม ส่วนด้านเหนือซึ่งมีจารึกภาษาเขมร 27 บรรทัดไม่ทราบที่อยู่และยังไม่มีการตีพิมพ์[1] แต่ชิโมดะระบุว่าปราสาทหลังนี้พังทลายจนแทบไม่เหลือร่องรอย และกรอบประตูที่มีจารึกก็หายไปแล้ว[4.6]
จารึกบนกรอบประตูด้านใต้มี 21 บรรทัด เป็นภาษาสันสกฤต 10 บรรทัด (5 โศลก) และภาษาเขมร 11 บรรทัด ส่วนภาษาสันสกฤตกล่าวถึงพราหมณ์ชาวศกะหรือชาวไซเทียชื่อทุรคสวามิน ซึ่งเกิดในทักษิณาบถ ได้รับพระราชธิดาของพระเจ้าอีศานวรมันที่ 1 เป็นภรรยา และประดิษฐานลึงค์ในปีมหาศักราช 500 กว่า ซึ่งจารึกเหลือเพียงตัวเลขหลักร้อย[2.8] ตามคำแปลของเซเดส์ ทุรคสวามินเชี่ยวชาญมนตร์ พราหมณะ และสูตรของสำนักไตตติรียะ และประดิษฐานลึงค์ตามพิธีหลังจากได้รับทรัพย์สมบัติมากมายเมื่อแต่งงาน[2.9] ส่วนภาษาเขมรกล่าวถึงสิ่งที่ "มรตาญ" ทุรคสวามินถวายแด่เทพที่ชื่อหายไป ซึ่งน่าจะเป็นลึงค์ที่เขาประดิษฐาน และแด่ประหสิเตศวร เทพประธานของกลุ่มใต้ ได้แก่ วัว กระบือ นา และสวนในเขตที่จารึกเรียกว่า "ศาล ตฺนห์" ในหลายแว่นแคว้น รวมทั้งที่อีศานปุระ และผู้ดูแล "ศาล ตฺนห์" ของอีศานปุระมีหน้าที่ดูแลทรัพย์สินเหล่านี้[2.10]
เซเดส์ระบุว่าการแต่งงานของพราหมณ์กับพระราชธิดาของกษัตริย์มีตัวอย่างอีกหลายครั้งในประวัติศาสตร์กัมพูชา แต่การที่ทุรคสวามินเป็นชาวศกะเกี่ยวข้องกับปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างโลกของชาวไซเทียกับฟูนานและกัมพูชาโบราณ เซเดส์เห็นว่าทุรคสวามินหรือคนในกลุ่มเดียวกันน่าจะได้รับการยกย่องเป็นเทพในชื่อศกพราหมณ์ ซึ่งยังมีการบูชาในสมัยปราสาทบายน[2.8] แฟ้มเอกสารขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกโยงจารึกนี้กับรูปบุคคลสวมหมวกแหลมบนภาพปราสาทลอยฟ้าที่ผนังด้านตะวันออกของปรางค์ N15 ซึ่งแฟ้มเห็นว่าเป็นชาวศกะ[9.1]
ดูเพิ่ม
[แก้]อ้างอิง
[แก้]- 1 2 3 "Inventaire du Corpus des inscriptions khmères". Corpus des inscriptions khmères (CIK) (ภาษาฝรั่งเศส). École française d'Extrême-Orient. 2023-05-18. สืบค้นเมื่อ 2026-10-29. รายการ K.148 และ K.438
- Cœdès, George (1952). Inscriptions du Cambodge (ภาษาฝรั่งเศส). เล่มที่ 4. Paris: École française d'Extrême-Orient. สืบค้นเมื่อ 2026-10-29.
- Lunet de Lajonquière, Étienne (1902). Inventaire descriptif des monuments du Cambodge (ภาษาฝรั่งเศส). เล่มที่ 1. Paris: Ernest Leroux. สืบค้นเมื่อ 2026-10-29.
- ↑ หน้า 235–236
- 下田一太 (2010). クメール古代都市イーシャナプラの研究 (博士論文) (ภาษาญี่ปุ่น). 早稲田大学. สืบค้นเมื่อ 2026-10-29.
- 1 2 Chhom, Kunthea. "K. 148. Stela from Sambor Prei Kuk (edifice N15), 10th century". DHARMA (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2026-10-29.
- ↑ Chhom, Kunthea. "K. 438. Doorjamb of the tower N16 of Sambor Prei Kuk site, 7th century CE". DHARMA (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2026-10-29.
- Shimoda, Ichita; Uchida, Etsuo; Tsuda, Kojiro (2019). "Estimated Construction Order of the Major Shrines of Sambor Prei Kuk Based on an Analysis of Bricks". Heritage (ภาษาอังกฤษ). 2 (3): 1941–1959. doi:10.3390/heritage2030118. สืบค้นเมื่อ 2026-10-29.
- ↑ หน้า 1954
- Parmentier, Henri (1927). L'art khmèr primitif. Publications de l'École française d'Extrême-Orient (ภาษาฝรั่งเศส). เล่มที่ 1. Paris: G. Van Oest. สืบค้นเมื่อ 2026-10-29.
- ↑ หน้า 72
- Ministry of Culture and Fine Arts, Kingdom of Cambodia (2016). Sambor Prei Kuk, Archaeological Site Representing the Cultural Landscape of Ancient Ishanapura: Request for Inscription on the World Heritage List (รายงาน) (ภาษาอังกฤษ). Cambodian National Commission for UNESCO. สืบค้นเมื่อ 2026-10-29.
- ↑ หน้า 46